“แหลมฉบัง เฟส 3” พลิกโฉมโลจิสติกส์ไทย สู่ Smart & Green Port ดันประเทศไทยขึ้นแท่นศูนย์กลางอาเซียน

หมวดหมู่: HOT ISSUE

“แหลมฉบัง เฟส 3” พลิกโฉมโลจิสติกส์ไทย

สู่ Smart & Green Port ดันประเทศไทยขึ้นแท่นศูนย์กลางอาเซียน

 

การยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์ของอาเซียน กำลังเดินหน้าอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านโครงการพัฒนา ท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 เมกะโปรเจกต์สำคัญภายใต้พื้นที่ EEC ที่ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพิ่มศักยภาพรองรับการค้าโลก แต่ยังมุ่งพลิกโฉมท่าเรือไทยสู่ Smart & Green Port มาตรฐานสากล ด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ การขนส่งทางราง พลังงานสะอาด และระบบโลจิสติกส์สีเขียว เพื่อรองรับเศรษฐกิจยุคใหม่และเป้าหมาย Net Zero ของประเทศในระยะยาว

ว่าที่ร้อยตรี รัฐกร เขียวไพศาล รองผู้อำนวยการ การท่าเรือแห่งประเทศไทย สายบริหารการเงินและกลยุทธ์องค์กร รักษาการแทนผู้อำนวยการ กทท. เปิดเผยความคืบหน้าโครงการพัฒนา ท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 หรือ “แหลมฉบัง เฟส 3” เมกะโปรเจกต์สำคัญภายใต้พื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่กำลังเป็นฟันเฟืองหลักในการยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์และการค้าของภูมิภาคอาเซียน ผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีอัจฉริยะและพลังงานสะอาดเข้ามาปรับใช้ เพื่อรองรับเศรษฐกิจและซัพพลายเชนยุคใหม่อย่างเต็มรูปแบบ

สำหรับความคืบหน้าล่าสุดของโครงการ ณ กลางปี 2569 งานก่อสร้างส่วนที่ 1 ซึ่งเป็นงานทางทะเล ทั้งงานขุดลอก ถมทะเล และก่อสร้างคันหิน มีความคืบหน้าโดยรวมประมาณ 89-91% โดยพื้นที่ท่าเทียบเรือ F1 ดำเนินการถมทะเลแล้วเสร็จในเชิงโครงสร้าง และอยู่ระหว่างการตรวจสอบมาตรฐานทางวิศวกรรม ทั้งด้านความหนาแน่นของดินและการรองรับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว ร่วมกับกลุ่มเอกชนคู่สัญญา กลุ่ม GPC ก่อนส่งมอบพื้นที่อย่างเป็นทางการ ขณะที่พื้นที่ท่าเทียบเรือ F2 คาดว่าจะดำเนินการถมทะเลแล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคม 2569

ในส่วนของงานโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นอาคารท่าเทียบเรือ ระบบถนน สะพาน และระบบสาธารณูปโภคภายในโครงการ ปัจจุบันมีความคืบหน้าประมาณ 11% อย่างไรก็ตาม จากความล่าช้าในขั้นตอนการถมทะเลและการส่งมอบพื้นที่ ส่งผลให้กำหนดการเปิดให้บริการท่าเทียบเรือ F1 จากเดิมที่วางไว้ในปี 2571 มีแนวโน้มต้องเลื่อนออกไป และคาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการพร้อมกับท่าเทียบเรือ F2 ได้ในช่วงปี 2573

 

เพิ่มศักยภาพรองรับเรือยักษ์ ดันไทยสู่ Transshipment Hub

ว่าที่ร้อยตรี รัฐกร กล่าวว่า การพัฒนา ท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 ไม่ได้เป็นเพียงการขยายพื้นที่ท่าเรือ แต่ถือเป็นการปรับโครงสร้างระบบโลจิสติกส์ของประเทศครั้งสำคัญ เพื่อผลักดันประเทศไทยให้ก้าวขึ้นเป็นประตูการค้าหลักและศูนย์กลางการเปลี่ยนถ่ายสินค้าของภูมิภาค หรือ Transshipment Hub โดยเมื่อโครงการแล้วเสร็จ จะสามารถรองรับเรือบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่พิเศษ หรือ Super Post Panamax ได้อย่างเต็มรูปแบบ เพิ่มขีดความสามารถรองรับตู้สินค้าจากเดิม 7.7 ล้าน TEU ต่อปี เป็น 18.1 ล้าน TEU ต่อปี ขณะที่การรองรับรถยนต์แบบ Ro/Ro จะเพิ่มจาก 2 ล้านคันต่อปี เป็น 3 ล้านคันต่อปี

อีกหนึ่งหัวใจสำคัญของโครงการ คือ การผลักดันการขนส่งสินค้าทางราง หรือ Rail Shift ผ่านศูนย์การขนส่งตู้สินค้าทางรถไฟ (Single Rail Transfer Operator : SRTO) เพื่อเพิ่มสัดส่วนการขนส่งตู้สินค้าทางรางจากเดิม 7% เป็น 30% ช่วยลดปัญหาคอขวดด้านการจราจร ลดต้นทุนโลจิสติกส์ และเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งของประเทศในระยะยาว

นอกจากนี้ โครงการยังมุ่งพัฒนาท่าเรือสู่การเป็น “Smart Port” มาตรฐานโลก ด้วยการนำระบบเทคโนโลยีอัตโนมัติและเครื่องจักรไฟฟ้ามาใช้ในการบริหารจัดการท่าเรือ เพิ่มความรวดเร็วในการขนถ่ายสินค้า ควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตามแนวทาง Green Port ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ และเชื่อมโยงซัพพลายเชนภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC เข้ากับตลาดโลกได้อย่างไร้รอยต่อ โดยปัจจุบันโครงการอยู่ภายใต้การติดตามและเร่งรัดอย่างใกล้ชิดจากกระทรวงคมนาคม การท่าเรือแห่งประเทศไทย และ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EECO เพื่อผลักดันให้ไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและโลจิสติกส์ของอาเซียนอย่างสมบูรณ์

 

พลิกโฉมสู่ Smart Port มาตรฐานโลก

“ในด้านการพัฒนา Smart Port นั้น กทท. วางแผนยกระดับ ท่าเรือแหลมฉบัง สู่ท่าเรืออัจฉริยะระดับโลก โดยบูรณาการร่วมกับแนวคิด Smart City ผ่านการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและระบบอัตโนมัติมาประยุกต์ใช้ในหลายมิติ เริ่มจากการนำระบบปฏิบัติการแบบกึ่งอัตโนมัติ (Semi-Automated) และเทคโนโลยีควบคุมระยะไกล (Remote Control) มาใช้บริหารจัดการตู้สินค้าในลานวางตู้ เพื่อเพิ่มความแม่นยำ รวดเร็ว ลดข้อผิดพลาด และลดการพึ่งพากำลังคนในพื้นที่เสี่ยง” ว่าที่ร้อยตรี รัฐกร กล่าว

พร้อมกันนี้ ยังมีการนำเทคโนโลยี AI และ IoT ผ่านโครงข่าย 5G มาใช้ติดตามตำแหน่งเรือและสินค้าแบบเรียลไทม์ ช่วยให้การวางแผนและควบคุมกิจกรรมภายในท่าเรือมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะที่ระบบ Smart Port EDI จะเข้ามาเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างสายเรือ ผู้ประกอบการท่าเทียบเรือ กรมศุลกากร และผู้ให้บริการขนส่ง เพื่อให้ข้อมูลไหลเวียนได้รวดเร็ว ลดขั้นตอนด้านเอกสาร และเพิ่มประสิทธิภาพทั้งระบบซัพพลายเชน

นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาระบบ Smart Port Traffic & Truck Queue เพื่อบริหารเวลารถบรรทุกเข้า-ออกท่าเรือ ลดปัญหาคอขวดบริเวณหน้าท่า รวมถึงระบบ Smart Gate ที่ใช้เทคโนโลยี OCR และ RFID ตรวจสอบข้อมูลตู้สินค้าและป้ายทะเบียนรถแบบอัตโนมัติ ทำให้รถบรรทุกสามารถผ่านจุดตรวจได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ยังมีระบบ Smart Port Payment รองรับการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ เช่น QR Code เพื่อเพิ่มความสะดวก รวดเร็ว และโปร่งใสในการดำเนินงาน

ควบคู่ไปกับการพัฒนา Smart Port กทท. ยังเดินหน้าพัฒนา “Green Port” เพื่อสนับสนุนเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ของประเทศไทยภายในปี 2608 โดยวางโรดแมปด้านพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวไว้อย่างชัดเจน

หนึ่งในโครงการสำคัญ คือ ระบบจ่ายไฟจากฝั่งสู่เรือ หรือ Onshore Power Supply (OPS) หรือ Cold Ironing ซึ่งช่วยให้เรือสินค้าขนาดใหญ่ที่เข้าเทียบท่าสามารถใช้ไฟฟ้าจากโครงข่ายของท่าเรือแทนการเดินเครื่องยนต์ปั่นไฟด้วยน้ำมันเตา ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ รวมถึงลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 ภายในพื้นที่ท่าเรือและชุมชนโดยรอบได้อย่างมีนัยสำคัญ

ขณะเดียวกัน กทท. ยังเร่งปรับเปลี่ยนเครื่องจักรภายในท่าเรือจากระบบดีเซลสู่ระบบไฟฟ้า โดยเฉพาะปั้นจั่นยกตู้สินค้า RTG ให้เป็นระบบไฟฟ้า 100% หรือ e-RTG รวมถึงการนำร่องใช้รถบรรทุกหัวลากไฟฟ้า (EV Trucks) สำหรับเคลื่อนย้ายตู้สินค้าภายในท่าเรือ เพื่อลดต้นทุนพลังงานและลดการปล่อยมลพิษในระยะยาว

อีกหนึ่งกลไกสำคัญในการลด Carbon Footprint ของประเทศ คือ การผลักดันการขนส่งทางรางผ่าน SRTO เนื่องจากปัจจุบันการขนส่งทางถนนปล่อยก๊าซ CO2 เฉลี่ยประมาณ 137 กรัมต่อตัน-กิโลเมตร ขณะที่การขนส่งทางรางปล่อยเพียงประมาณ 22 กรัมต่อตัน-กิโลเมตรเท่านั้น โดย กทท. ตั้งเป้าปรับสัดส่วนการขนส่งสินค้าทางถนนให้ลดลงเหลือ 70% และเพิ่มสัดส่วนการขนส่งทางรางเป็น 30% ซึ่งนอกจากช่วยลดปัญหาการจราจรแล้ว ยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคโลจิสติกส์ได้อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ การเพิ่มสัดส่วนระบบรางเพียง 10% สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เทียบเท่ากับการปลูกป่าหลายหมื่นไร่ต่อปี

ในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานเชิงนิเวศ หรือ Eco-Infrastructure กทท. ได้ติดตั้งระบบโซลาร์รูฟท็อปบนอาคารคลังสินค้าและสำนักงาน เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เองภายในพื้นที่ รวมถึงพัฒนาระบบบำบัดน้ำเสียแบบ Zero Discharge โดยนำน้ำที่ผ่านการบำบัดกลับมาใช้ประโยชน์ภายในพื้นที่ เช่น รดน้ำต้นไม้และล้างถนน เพื่อป้องกันการปล่อยน้ำเสียลงสู่ทะเล พร้อมติดตั้งเซ็นเซอร์ IoT สำหรับตรวจวัดคุณภาพอากาศและคุณภาพน้ำแบบเรียลไทม์ เพื่อลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนโดยรอบ

 

Green Port ยุทธศาสตร์ใหม่ของการแข่งขันโลก

ว่าที่ร้อยตรี รัฐกร กล่าวว่า การพัฒนา Green Port ในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของ CSR แต่กลายเป็น “ความได้เปรียบทางการแข่งขัน” ของท่าเรือในอนาคต เนื่องจากสายเรือระดับโลกกำลังเผชิญแรงกดดันจากมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดน เช่น CBAM ของยุโรป ทำให้ท่าเรือที่มีระบบบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมที่ได้มาตรฐานและสามารถลดคาร์บอนได้จริง จะกลายเป็นตัวเลือกสำคัญของสายเรือระดับโลก

ขณะเดียวกัน การท่าเรือแห่งประเทศไทย ยังเตรียมความพร้อมด้านพลังงานเพื่อรับมือกับความผันผวนของราคาพลังงานโลก และลดความเสี่ยงด้านต้นทุนโลจิสติกส์ในระยะยาว ผ่านการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทางเลือก เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ การพัฒนาเครื่องจักรและยานยนต์ไฟฟ้าภายในท่าเรือ รวมถึงการนำ AI และ Digital Platform เข้ามาช่วยวิเคราะห์และบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดต้นทุน ลดการสูญเสียพลังงาน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ในระยะยาว กทท. ยังเตรียมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับพลังงานแห่งอนาคต ทั้ง Hydrogen, Shore Power และเทคโนโลยีพลังงานสะอาดรูปแบบใหม่ เพื่อให้ท่าเรือไทยสามารถรองรับแนวโน้มอุตสาหกรรมการขนส่งทางทะเลและมาตรฐานสิ่งแวดล้อมระดับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์สีเขียวของภูมิภาคอาเซียนอย่างยั่งยืนในอนาคต

15 มิถุนายน 2569

ผู้ชม 234 ครั้ง

Engine by shopup.com